ค้นหาบล็อกนี้

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

ลาวเวียง



ลาวเวียง
ประวัติความเป็นมาของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวเวียง (บ้านเนินขาม)

ประวัติความเป็นมา
                ชาวลาวเวียง (บ้านเนินขาม) เป็นชุมชนไทเชื้อสายลาวเวียงมาจากเมืองเวียงจันทร์เข้ามาอยู่ในประเทศไทยในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อปี 2325 สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้มีการอพยพครอบครัวชาวลาวเข้ามาอาศัยมากมายในพื้นที่จังหวัดภาคกลาง ครั้งแรกตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านโข้งและบ้านขามอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาได้อพยพมาอยู่ ที่บ้านหนองแห้ว เป็นเวลาหลายสิบปี ก่อนที่จะมาตั้ง บ้านเรือน อยู่ที่ตำบลเนินขาม อำเภอเนินขาม จังหวัดชัยนาท ในปัจจุบัน คติความเชื่อชุมชนลาวเวียง (บ้านเนินขาม) นับถือศาสนาพุทธ พราหมณ์และผีบรรพบุรุษ ตั้งแต่การประกอบอาชีพและในชีวิตประจำวันตั้งแต่เกิดจนตายจะมีพิธีกรรมที่สืบต่อกันมาเกี่ยวกับความเชื่อเหล่านี้ตั้งครั้งบรรพบุรุษ

พิธีกรรมความเชื่อ
1.             พิธีกรรมไถ่ตัวเป็นการไถ่ตัวจากภูตผีปีศาลและสิ่งที่ไม่ดีที่อยู่ในตัวเราให้ ออกไป จะกระทำในงานบุญกลางบ้าน
2.             พิธีกรรมสืบเคราะห์ต่อชะตาจะกระทำเมื่อดวงจะตาราศีไม่ดีหรือปีชง
3.             พิธีบายศรีสู่ขวัญ จะกระทำงานบวชงานขึ้นบ้านใหม่ และในโอกาสที่มีแขกต่างบ้านมาเยือน
4.             พิธีขอฝน เป็นการขอฝนจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชาวบ้านเนินขาม จะกระทำในช่วงกลางเดือน 6
5.             พิธีกรรเสี่ยงทาย (นางม้อง) เป็นการเสี่ยงทายตามความเชื่อของชาวบ้านเนินขาม จะกระในช่วงสงกรานต์



วัฒนธรรมด้านการทอผ้า
1.             กี่ หรือนูก คือเครื่องมือที่ใช้ในการทอผ้าให้เป็นผืน
2.             ฟันหวี หรือพิม เป็นเครื่องมือที่ใช้กระทบเส้นด้วยพุ่งให้ขัดกับเส้นด้ายยืนเป็นฝืนผ้า
3.             ตะกอ หรือเขาหูก ใช้สำหรับแยกเส้นด้ายยืนออกเป็น 2 ฝ่าย เพื่อที่จะพุ่งกระสวยผ่านไป
4.             กระสวย เครื่องมือใส่ด้วยเส้นพุ่งให้ขัดกับด้ายเส้นยืน
5.             หลอดด้าย เครื่องมือใส่ด้าย/ไหมที่กรอแล้ว
6.             ไม้แป้นหูก ไม้ที่นั่งของผู้ทอผ้า
7.             ไม้ไขว้ ไม้สำหรับม้วนผ้าที่ทอแล้ว
8.             ไม้คันผัง ไม้สำหรับบังหน้าผ้าให้ตึงในขณะที่ทอผ้า
9.             ไม้กำพัน ไม้สำหรับมั้วผ้าที่ทอแล้ว
10.      คานเหยียบ ไม่สำหรับเหยียบบังคับเส้นด้ายยืดให้ขึ้นลง
11.      คานหาบหู สำหรับแขวนขอบฟืมและแขวนขอบตะกอ
วัตรธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี
1.             ประเพณีบวชนาคโดยใช้ม้าเทียม
2.             ประเพณีงานบุญกลางบ้าน
3.             ประเพณีงานบุญข้าวจี่
4.             ประเพณีสารทลาว
5.             ประเพณีสงกรานต์
6.             ประเพณีแห่ข้าวพันก้อน

ลัวะ




ลัวะ Lua/Lawa

ประวัติความเป็นมา
                ลัวะหรือ ละว้า เรียกตัวเองว่า ละเวือะ (Lavu’a) จัดอยู่ในกลุ่มภาษาออสโตร-เอเชียติด สาขามอญ-เขมร เป็นกลุ่มชนพื้นเมืองเดิม ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณอาณาจักรล้านนาโบราณ ก่อนพญามังรายจะสร้างเมืองเชียงใหม่กระจายตัวอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง อุทัยธานี สุพรรณบุรี และตาก โดยแบ่งเป็นกลุ่มตามภาษาได้ 2 กลุ่มคือ กลุ่ม Wa-Vu ใช้พูดกันในหมู่ลัวะเขตลุ่มแม่น้ำปิง เช่น บ้านบ่อหลวง อีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่ม Angka ใช้พูดกันใน เขตอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
                ในประเทศไทยมีประชากรประมาณ 22,260 คน หรือ ร้อยละ 2.41 ของประชากรชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (2545)

ลักษณะทางสังคมวัฒนธรรมตามจารีต
                ขนาดหมู่บ้าน  หมู่บ้านประกอบด้วยครัวเรือน 20-80 หลังคาลักษณะบ้านเป็นแบบยกพื้น ใต้ถุงสูง
                ระบบครอบครัว  เป็นครอบครัวเดี่ยว ระบบการแต่งงานแบบผัว/เมียเดียว หลังจากแต่งงานแล้ว ฝ่ายหญิงจะต้องไปอยู่กับฝ่ายชาย บุตรคนสุดท้ายจะเป็นผู้รับมรดกและเลี้ยงดูพ่อแม่ตลอดชีวิต
                ระบบการปกครอง  มีผู้นำตามธรรมชาติ เป็นบุคคลที่มีลักษณะและความสามารถรอบรู้ในเรื่องเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีของชนเผ่าเป็นอย่างดี และมีความเสียสละเพื่อสังคม
                ระบบเศรษฐกิจ  เป็นเศรษฐกิจแบบยังชีพ ทำการเกษตรแบบไร้หมุนเวียนโดยจะปลูกข้าวเจ้าเป็นพืชหลัก ปลูกพืชอื่น ๆ ได้แก่ ข้าวโพด ถั่ว แตง พริก ผักต่าง ๆ ปลูกฝ้าย เพื่อใช้ทอผ้า ส่วนสัตว์เลี้ยงได้แก่ วัย ควาย หมู ไก่ สุนัข เพื่อใช้ในพิธีกรรม การบริโภค หรือบางอย่างเพื่อขาย
                ระบบความเชื่อ ชาวลัวะ นับถือพุทธศาสนาควยคู่กับการนับถือผีมาแต่เดิมเหมือนคนไทยพื้นราบ เชื่อเรื่องผี ว่ามีทั้งผีดีและผีร้าย ซึ่งสิงสถิตอยู่ตามที่ต่าง ๆ เช่น ผีเรือน  ผีฟ้า ผีป่า ผีภูเขา ผีประตูหมู่บ้าน ผีหมู่บ้าน โดยมีผู้นำทางพิธีกรรม ได้แก่ “ลำ” และ “สะมัง” ซึ่งเป็นผู้ที่มีคาถาอาคมและความรอบรู้ในพิธีกรรมต่าง ๆ
                ประเพณีที่สำคัญ ได้แก่ พิธีการเลี้ยงผีเสาสะกัง

กลุ่มชาติพันธุ์มันนิ (ซาไก)




กลุ่มชาติพันธุ์มันนิ (ซาไก)

ถิ่นฐานที่ตั้ง
                อยู่ตามป่าในเขตรอยต่อเทือกของเขาบรรทัดที่ตำบลทุ่งนาที อำเภอป่าบอนและตำบลตะโหมด อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุงมีจำนวนประมาณ 80 คน เคลื่อนย้ายถิ่นฐานไปเรื่อย ฤ ในเขตป่า

ลักษณะของมันนิ (ซาไก)
                สีผิวดำน้ำตาบไหม้ รูปร่างเตี้ยเล็ก ผมหยิกม้วน เป็นรูปคล้ายกับหอยแนบตลอดศีรษะ หญิงจะมีผมยาวเป็นกระเชิง ปากกว้างน่อง เรียว ริมฝีปากหนา ฝ่าเท้าหนา มีฟันที่คงทนแข็งแรง

ดนตรีชาวซาไก
                ความเป็นมาดนตรีและนาฏศิลป์ชาวซาไก ยังเป็นลักษณะของดนตรีและนาฏศิลป์ระดับพื้นฐานอย่างง่าย ๆ ประดิษฐ์ขึ้นมาจากไม้ไผ่ตามแบบที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษแต่โบราณกาล เพลงที่ใช้ร้องก็มีไม่กี่เพลง เป็นเพลงสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่มีลีลาจังหวะที่เป็นแบบแผนแน่นอน โดยมากเป็นการเต้นให้เข้ากับจังหวะดนตรีตามใจชอบ

วิธีการแสดง
                เมื่อเล่นดนตรี นักดนตรีจะขนเครื่องดนตรีมานั่ง ล้อมวงกันที่บริเวณลานกว้างกลางหมู่บ้าน คนอื่นๆ ก็มานั่งล้อวง เช่นเดียวกัน กลางวงมีกองไฟไว้กองหนึ่งเพื่อให้แสงสว่างและมีนักร้อง เมื่อนักร้องจะร้องเพลงจะคลานออกจากวง เข้าไปอยู่ในกระโจมใบไม้ที่สร้างขึ้น แล้วโผล่หน้าออกมาส่งเสียงร้องเพลง พอร้องเพลงจบก็คลานออกจากกระโจมใบไม้มานั่งร่วมวงกับคนอื่นต่อไป

ความเชื่อ
                ในการประดิษฐ์เครื่องดนตรีและการเล่นเครื่องดนตรีชาวซาไกไม่มีความเชื่อใด ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเลย จะเล่นดนตรีกันเมื่อใดก็ได้

อุปกรณ์ / การเล่น
                เครื่องดนตรีของชาวซาไกจะประดิษฐ์ขึ้นมาจากไม้ไผ่อย่างง่าย ๆ เรียกกันว่า บาแตช
อาวุธ
                กระบอกตุด หรือบอเลา เป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูง พุ่งเร็ว รุนแรง เงียบ ใช้สำหรับการล่าสัตว์


มอญ




ชุมชนมอญโบราณ บ้านหนองดู่ – บ่อคาว

ประวัติความเป็นมา
                “มอญ” เป็นชนชาติที่เก่าแก่ที่สุดชนชาติหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นเดียวกับชาวขอและชาวลัวะ ชาวมอญมีวิถีชีวิตผูกพันกับแม่น้ำสายน้ำ จึงมักจะเลือกตั้งหลักแหล่งอยู่อาศัยติดกับลำน้ำเสมอ ชุมชนมอญโบราณ “บ้านหนองดู่- บ่อคาว ตำบลบ้านเรือน อำเภอป่าซาง” เป็นชุมชนติดแม่น้ำปิงอยู่ใกล้หนองน้ำใหญ่ที่มีต้อประดู่อยู่ “จึงได้เรียกชุมชนนี้ว่า” หนองดู่ ส่วนชาวมอญที่มาอยู่อาศัยนั้นมีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการโยกย้ายอพยพไว้ ๔ ประการ
ประการที่ ๑ เป็นผู้อพยพเข้ามาอยู่อาศัยก่อนที่พระนางจามเทวีจะเสด็จ
มาครองเมืองหริ๓ญไชย โดยมีการอ้างเรื่องนิทานเล่าปรัมปราว่าเป็นธิดาที่เกิดกับเศรษฐีอินตาแต่ไปโตที่ละโว้ซึ่งเป็นเพียงความเชื่อของคนท้องถิ่นมีหลักฐานเป็นเพียงสถานที่แห่งหนึ่งที่บ้านเกาะกลางซึ่งไม่เพียงพอควรแก่การเป็นข้อสรุปเชิงวิชาการ
ประการที่ ๒ เป็นกลุ่มชาวมอญที่เดินทางร่วมคณะกับเจ้าแม่จามเทวี
                เป็นความเป็นที่น่ารับฟังเพราะว่าในสมัยอาณาจักรทวารวดีในแถบที่ราบลุ่มภาคกลางในอดีตเคยเป็นถิ่นที่อยู่ที่ชาวมอญได้เดินทางมาติดต่อค้าขายระหว่างอ่าวเมาะตะมะ กับ พื้นที่ภาคพื้นทวิปที่เป็นอาณาจักรทวารวดีอันมีละโว้เป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองเมืองหนึ่งของแคว้น และอาจเป็นประชาชนพลเมืองกลุ่มหนึ่งที่เดินทางร่วมคณะกับเจ้าแม่จามเทวี
ประการที่ ๓ เป็นชาวมอญที่เดินทางเข้ามาในสมัยหริภุญไชยตอนต้น
                เมื่อคราวที่เมืองหริภุญไชยเกิดโรคระบาดในสมัยพญากมลราชหรือจุนเรละราช กษัตริย์ลำดับที่ ๒ แห่งจามเทวีวงศ์ ได้นำเอาประชาชนพลเมืองหนีโรคระบาดไปอยู่อาศัยที่หัวเมืองมอญในเมืองสุธรรมวดี (พะโค) กับเมืองหงสาวดีเป็นเวลาถึง 6 ปี เมื่อโรคระบาดสงบลงจึงได้นำประชาชนพลเมืองกลับคืนสู่หริภุญไชย ซึ่งอาจมีชาวมอญอพยพมากับคณะกลับหริภุญไชย ด้วยปรากฏหลักฐานศิลปะพระพุทธรูปแบบพุกามในรูปแบบของซุ้มพระรอดมหาวัน รวมทั้งการใช้อักษรมอญโบราณก็น่าจะได้รับเจ้ามายุคนี้มากกว่าครั้งมากับพระนางจามเทวี ด้วยหลักศิลาจารึกอักษรมอญโบราณก็เทียบอายุได้กับยุคนี้ทั้งสิ้น
 ประการที่ ๔ เป็นชาวมอญที่อพยพเข้ามายุครัตนโกสินทร์ตอนต้น
                เมื่อมอญถูกพม่ายึดอำนาจอย่างเด็ดขาดลุ่มน้ำอิระวดี ชาวมอจึงอพยพเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ในชั้นนี้สมัยนี้ยังไม่ขอชี้ชัดส่งไปว่า มอญหนองดู่ “ มีความเป็นมาอย่างไร” ขอเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้กับนักวิชาการอีกหลายสาขาจนกว่าจะได้ข้อสรุปที่แน่นอนในอนาคตของ “ชุมชนโบราณชาวมอญบ้านหนองดู่” ต่อไป